ผมไม่ชอบอ่านหนังสือนิยาย แต่ชอบอ่านหนังสือทุกแนวแบบนิยาย คือ คิดว่ามันเป็น "เรื่องแต่ง" แม้แต่คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์หรือตำราวิชาการก็เป็นแค่นิยาย ที่ใช้ "เหตุผล" หรือ "ความเชื่อ" หรือ "ข้ออ้าง" แบบใดแบบหนึ่งมาเป็น "ตัวละคร" และใช้ "ตรรกะ" อย่างใดอย่างหนึ่งมาผูกเป็นพล็อตเรื่อง ดังนั้นหนังสือทุกเล่มหรือแนวคิดทุกเรื่องจึงมี "ตัวเอก" แต่ใช่ว่าเราต้องชอบตัวเอกทุกคนจากนิยายที่เราอ่าน บางครั้งก็ล้ำเส้นไปดูถูก "ตัวเอก" ในนิยายที่คนอื่นชมชอบว่าโง่เง่า "เหตุผล" จึงมีคุณสมบัติเป็นอาวุธชนิดหนึ่งไปโดยปริยาย เพราะเราต้องใช้มันเพื่อคัดคานหรือเอาชนะ "เหตุผลสายพันธุ์อื่นๆ" ที่เราเห็นว่า "ไม่สมเหตุสมผล" ทุกวันที่เราต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เราจึงเป็นนักรบในสมรภูมิเหตุผล (ถ้าทนไม่ได้ก็ออกมาปิดถนน ปิดสนามบิน หรือขนอาวุธมาประจัญหน้ากัน อืม... ทุกคนมีเหตุผล และ ผมก็ชอบประชดประชัน)
State of Mind
หลายเดือนก่อน ผมได้ดูหนังสารคดีเรื่อง A State of Mind ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักเรียนยิมนาสติกหญิงสองคนในเกาหลีเหนือ ดูจบถึงกับอ้าปากค้าง ใครว่าคอมมิวนิสต์ไม่มีเจ้าวะ? เพราะคิมจองอิลในจิตสำนึกของคนเกาหลีเหนือนั้นเป็นยิ่งกว่าจักรพรรดิซะอีก!
นั่นคือตัวอย่าง การผลิตซ้ำอุดมการณ์ของรัฐผ่านการศึกษาและการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน มันถูกทำให้กลายเป็นความปกติ (Normalization) เพื่อสร้างพลเมืองที่ยอมสยบโดยไม่ตั้งคำถามซักแอะ (ไม่ใช่ทุกคนหรอก แต่ส่วนใหญ่) ถามว่า รัฐไทยใช้วิธีการเดียวกันกับเกาหลีเหนือหรือไม่? แว้บแรกเราตอบโดยไม่ต้องคิดว่า "ไม่มีหรอก" แต่พอแหงนมองขึ้นไปแบบละอองธุลีฯ เราก็อาจจะเห็นว่า ไทยกับเกาหลีเหนือนั้นก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่!
Paint Your Own Spirit!
When it comes,
When you have no one to adore,
You'll be the king of your own spirit.
Don't blame anyone else, just your own stupid.
Alienated strangeness,
I smell some changes.
Here we're gonna kill each other cruelly,
Not the civil war of ideology
But serving one's greedy authority.
I wanna be the man on the Moon?
There is no God there, Mr.Fortune.
And here on Earth has no peaceful room.
We need no hegemony, for our full spirit with no gloom.
No Color No Blind.
Paint Your Own Spirit!
-------------------------------
farewell to my dear country.
Apparently Thailand is dead now!
They kissed then tore her apart.
I don't know why, they're calling for Democracy
while they've been Demo who Crazy ... ego loaded.
ปะชาถีบปะตาย! = Demo + Crazy ?
มีเพื่อนคนนึงเคยคิดพล็อตหนังสั้นมาบอกผมว่า
"จะเป็นยังไง ถ้าผู้คนพากันสะกดคำว่า ปะชาถีบปะตาย แทนที่จะเป็น ประชาธิปไตย ?"
ผมเลยเอาคิดต่อ เป็นนิทานเรื่อง ปะชาถีบปะตาย
กาลครั้งหนึ่ง ณ โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะจบคาบเรียนวิชาสังคม คุณครูก็ให้การบ้านเด็กๆ ไปหาความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย คุณครูบอกใบ้ให้ไปถามผู้ใหญ่ หรือ เปิดพจนานุกรม มาอ้างอิงก็ได้ แล้วมาช่วยกันเฉลยวันพรุ่งนี้ จากนั้นคุณครูก็ออกไป แต่...
รัฐไทยสีอะไร?
ในยุคที่มันกำเนิดขึ้นมา ก็คงถือว่าสมเหตุสมผล มันเกิดมาเพื่อขีดเส้นพรมแดน และจัดระเบียบใหม่ให้สังคม มันจึงสร้างสถาบัน มันจึงสร้างกฎหมาย มันจึงสร้างธรรมเนียมปฏิบัติ มันจึงสร้างประชากรให้เป็นพลเมือง และเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ จาก "เชื้อสาย" เป็น "เชื้อชาติ" และทำให้ผู้คนที่อยู่ใน "เส้นที่มันขีดไว้" เชื่อแบบนั้น ผ่านทางประวัติศาสตร์ ผ่านทางแบบเรียน ผ่านทางค่านิยม และผ่านผู้คนในสังคมเอง รุ่นแล้วรุ่นเล่า...
จนเมื่อทุนนิยมเบ่งบาน เส้นพรมแดนที่รัฐขีดไว้ จึงมีความหมายแค่แหล่งทรัพยากรทางเศรษฐกิจ (มากกว่าจะเป็นแผ่นดินของบรรพบุรุษ) เมื่อทรัพยากรภายในร่อยหรอ แต่การก่อสงครามขยายดินแดนก็ล้าสมัยเกินไป การขยายพรมแดนเพื่อแสวงหาทรัพยากรจึงเป็นในนาม "เขตการค้าเสรี" หรืออะไรที่คล้ายๆแบบนั้น โดยองค์กรที่ไม่สังกัดรัฐชาติใด ดูตัวอย่าง UEFA Champion League เป็นไร มันเป็นโมเดลธุรกิจข้ามชาติที่เก๋กว่าใคร พรมแดนของทรัพยากรไม่ได้อยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มีสิทธิที่จะซื้อหาแลกเปลี่ยนได้จากทั่วโลก (สัญชาติของ "นักเตะ" ไม่มีความหมาย) และ UEFA ก็ขาย Event นี้กลับไป เพื่อทำกำไรทั่วโลก และ มันขายได้ทุกปี แล้วก็แบ่งผลประโยชน์กับโรงงานผลิตสกอร์ทั้งหลาย (สโมสรฟุตบอล)