democracy

... เต็มไปด้วยเหตุผล

ผมไม่ชอบอ่านหนังสือนิยาย แต่ชอบอ่านหนังสือทุกแนวแบบนิยาย คือ คิดว่ามันเป็น "เรื่องแต่ง" แม้แต่คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์หรือตำราวิชาการก็เป็นแค่นิยาย ที่ใช้ "เหตุผล" หรือ "ความเชื่อ" หรือ "ข้ออ้าง" แบบใดแบบหนึ่งมาเป็น "ตัวละคร" และใช้ "ตรรกะ" อย่างใดอย่างหนึ่งมาผูกเป็นพล็อตเรื่อง ดังนั้นหนังสือทุกเล่มหรือแนวคิดทุกเรื่องจึงมี "ตัวเอก" แต่ใช่ว่าเราต้องชอบตัวเอกทุกคนจากนิยายที่เราอ่าน บางครั้งก็ล้ำเส้นไปดูถูก "ตัวเอก" ในนิยายที่คนอื่นชมชอบว่าโง่เง่า "เหตุผล" จึงมีคุณสมบัติเป็นอาวุธชนิดหนึ่งไปโดยปริยาย เพราะเราต้องใช้มันเพื่อคัดคานหรือเอาชนะ "เหตุผลสายพันธุ์อื่นๆ" ที่เราเห็นว่า "ไม่สมเหตุสมผล" ทุกวันท

farewell to my dear country.

Apparently Thailand is dead now!
They kissed then tore her apart.
I don't know why, they're calling for Democracy
while they've been Demo who Crazy ... ego loaded.

ปะชาถีบปะตาย! = Demo + Crazy ?

มีเพื่อนคนนึงเคยคิดพล็อตหนังสั้นมาบอกผมว่า

"จะเป็นยังไง ถ้าผู้คนพากันสะกดคำว่า ปะชาถีบปะตาย แทนที่จะเป็น ประชาธิปไตย ?"

ผมเลยเอาคิดต่อ เป็นนิทานเรื่อง ปะชาถีบปะตาย

กาลครั้งหนึ่ง ณ โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะจบคาบเรียนวิชาสังคม คุณครูก็ให้การบ้านเด็กๆ ไปหาความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย คุณครูบอกใบ้ให้ไปถามผู้ใหญ่ หรือ เปิดพจนานุกรม มาอ้างอิงก็ได้ แล้วมาช่วยกันเฉลยวันพรุ่งนี้ จากนั้นคุณครูก็ออกไป แต่...

Hi There, Are You Open Source Cowboy?

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกๆ ผมเคยอ่านหนังสือของ นักอนาคตวิทยาด้านสังคม อย่าง Future Shock , The Third Wave ของ Alvin กับ Heidi Toffler ซึ่งเขียนถึงเรื่องคนยุคศตวรรษที่ 21 ไว้ก่อนที่ผมจะเกิดซะอีก ส่วนอีก 2 เล่มที่ลืมไม่ลง เพราะถูกบังคับให้อ่านในวิชาการเมืองระหว่างประเทศ คือ The Third Wave: Democratization in the Late Twentieth Century กับ The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order ของนักรัฐศาสตร์ชื่อดังอย่าง Samuel Huntington ทำให้คำศัพท์ใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น อย่าง Democratization, Decentralization , Globalization และอีกหลาย -ization ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด (ขออภัยถ้าผมอ้างอิงจาก wikipedia มากเกินไป ไม่ใช่เพราะมันน่าเชื่อถือ แต่เป็นเพราะมันไม่ใช่โฆษณา)

หนังสือทุกเล่มที่อ้างไว้มีฉบับแปลภาษาไทยครับ และไม่ได้ยกขึ้นมาเพื่ออวดชาวบ้านว่า ผมอ่านหนังสือเกินปีละ 7 บรรทัด แต่หนังสือพวกนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) หรือ การหลุดออกจากกรอบของวิธีคิดและวิถีปฏิบัติแบบเดิมๆ แต่ตอนเรียน ผมอ่านหนังสือพวกนี้ยังไงก็ "ไม่อิน" เพราะรู้สึกว่ามันไกลตัวเหลือเกิน แต่ผ่านมาแค่ประมาณ 10 ปี หลายสิ่งหลายอย่างที่เค้าเขียนเอาไว้ มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆด้วยแฮะ โดยเฉพาะเรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ

Subscribe to RSS - democracy