A moment in June
ไม่ได้ดูหนังนานแล้ว เมื่อวานเลยนั่งดู 4 เรื่องรวด อันที่จริงคือ 2 เรื่อง แต่ดู The Matrix ทั้ง 3 ภาค ต่อด้วย A Moment In June (ณ ขณะรัก) เลยอยากจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ และพอดีเดือนนี้เป็นเดือนมิถุนายน (June) ซึ่งผมแทบไม่ได้เขียนอะไรทิ้งไว้ในบล็อกเท่าไหร่ เลยโพสต์ Moment ของตัวเองไว้ซะหน่อย (ส่วน The Matrix ก็อยากเขียนถึงเหมือนกัน แต่เอาไว้คราวหลัง)
A Moment In June เป็นหนัังไทยที่ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันมาก่อนเลย ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเคยมีข่าวว่าเข้าฉายในโรงเมื่อไม่นานมานี้เอง นั่งดู DVD เรื่องนี้ เพราะ The Matrix ทำให้จิตตกจนนอนไม่หลับ ต้องหาอะไรมาเรียกสติกลับคืน แต่ดูไปดูมามันไม่ใช่หนังคั่นรายการซะแล้ว บทหนังดีมาก ยอดเยี่ยมเกินคาด (แอบอินนิดหน่อยเพราะนึกถึงแฟนเก่า) ตรรกะในบทหนังทำได้สมดุลในโลกของมัน ดูแล้วไหลลื่น ไม่ชวนให้คนดูหงุดหงิดจนต้องออกมาสู่โลกความจริง (โดยเฉพาะคนที่ชอบจับผิดหนัง)
งาน Production ดูแล้วเนียนตา ทั้งการจัดแสงและการเลือกมุมกล้อง ก็ทำเพื่อรองรับเนื้อหา มากกว่าจะอวดเทคนิคอย่างน่ารำคาญ (ใครเคยดูหนังสั้นไทยหลายๆเรื่อง จะนึกออกว่าการอวดเทคนิคโดยเล่าเรื่องไม่เป็น คืออะไร) พอเห็นฉากละครเวทีในหนังก็ถึงบางอ้อ เดาว่าผู้กำกับคงเคยทำละครเวทีมาก่อน จึงเล่าเรื่องและขับเน้นอารมณ์แบบนั้นออกมาได้ แต่ที่ผมชอบมากๆ คือ แม้เนื้อเรื่องจะเกี่ยวข้องกับละครเวทีอย่างมาก แต่ผู้กำกับก็ยัง "ทำหนัง" ออกมาได้ "เป็นหนัง" เพราะมัน "คือหนัง" ไม่ใช่ "ละครเวที" (ผมเคยมีประสบการณ์ทำละครเวทีมานิดหน่อย เลยพอจะนึกออกว่าละครเวทีเล่าเรื่องต่างจากหนังยังไง) โดยเฉพาะการสับเปลี่ยนไปมาระหว่าง เรื่องจริง(ในหนัง) กับ เรื่องแต่ง(ในละครเวทีที่เขียนจากเรื่องจริง(ในหนัง))
แต่ดูไปดูมา Wong Kar Wai ก็กลับมาหลอกหลอนผมอีกครั้ง ทำให้นึกถึงหนังหลายเรื่องรวมกัน (เช่น Happy Together, Days of Being Wild, In the Mood for Love อะไรเทือกนั้น) แต่ A Moment In June ไม่ "เยิ้มและฉูดฉาด" ขนาดนั้น คือ ไม่ฟูมฟาย ไม่ติสต์แดก และเนื้อหาของหนังก็ค่อนข้าง Mass เพราะดูได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกรสนิยม ผมว่าถ้าเทียบกับหนังรักฝั่งยุโรปหลายๆเรื่อง ก็อารมณ์ละเมียดประมาณนี้นะ แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนเข้าฉายในเมืองไทยมีคนสนใจขนาดไหน เสียดายที่ผมไม่ได้ดูเรื่องนี้ในโรง เพราะคงจะรู้สึกถึงสีสันและบรรยากาศของหนังได้มากกว่านี้ ภาพคงสวยกว่าในดีวีดีมาก!
A Moment In June มี 2 ประเด็นใหญ่ที่หนังตั้งคำถามทิ้งไว้ คือ "ความรัก" และ "โอกาส" คุณคิดว่า ณ ขณะหนึ่ง (อาจเป็นชั่วชีวิต) มนุษย์แต่ละคนศรัทธาในความรักได้ขนาดไหน?