... เต็มไปด้วยเหตุผล

ผมไม่ชอบอ่านหนังสือนิยาย แต่ชอบอ่านหนังสือทุกแนวแบบนิยาย คือ คิดว่ามันเป็น "เรื่องแต่ง" แม้แต่คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์หรือตำราวิชาการก็เป็นแค่นิยาย ที่ใช้ "เหตุผล" หรือ "ความเชื่อ" หรือ "ข้ออ้าง" แบบใดแบบหนึ่งมาเป็น "ตัวละคร" และใช้ "ตรรกะ" อย่างใดอย่างหนึ่งมาผูกเป็นพล็อตเรื่อง ดังนั้นหนังสือทุกเล่มหรือแนวคิดทุกเรื่องจึงมี "ตัวเอก" แต่ใช่ว่าเราต้องชอบตัวเอกทุกคนจากนิยายที่เราอ่าน บางครั้งก็ล้ำเส้นไปดูถูก "ตัวเอก" ในนิยายที่คนอื่นชมชอบว่าโง่เง่า "เหตุผล" จึงมีคุณสมบัติเป็นอาวุธชนิดหนึ่งไปโดยปริยาย เพราะเราต้องใช้มันเพื่อคัดคานหรือเอาชนะ "เหตุผลสายพันธุ์อื่นๆ" ที่เราเห็นว่า "ไม่สมเหตุสมผล" ทุกวันที่เราต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เราจึงเป็นนักรบในสมรภูมิเหตุผล (ถ้าทนไม่ได้ก็ออกมาปิดถนน ปิดสนามบิน หรือขนอาวุธมาประจัญหน้ากัน อืม... ทุกคนมีเหตุผล และ ผมก็ชอบประชดประชัน)

เรามีอำนาจโดยไม่ต้องอาศัย "เหตุผล" ได้หรือไม่?

คำตอบ คือ ได้ และ พบเห็นได้ทั่วไป เช่น ทารกสามารถสั่งการให้ผู้ใหญ่ปฏิบัติตามความต้องการของตัวเองได้ ผ่านการเปล่งเสียงร้องออกมาดังๆ โดยไม่ต้องรับรู้ถึงกาละเทศะ (และไม่ต้องเสียเวลาคิดหาเหตุผล) แต่ถ้าผู้ใหญ่ทำแบบทารกบ้าง เราคงเรียกว่า "เอาแต่ใจ" และถ้าผู้ใหญ่คนนั้นอยู่ในตำแหน่งที่สามารถบังคับบัญชาคนอื่นได้ เราก็อาจจะเรียกว่า "ทรราชย์" คนที่รับกรรมก็คือคนหน้าบางต่อเหตุผล (บางครั้งเราเรียก คุณธรรม)

เราไม่ได้กลัวเหตุผล แต่เรากลัว การไม่ยอมรับเหตุผล (จากคนอื่น) เราจึงพยายามเพิ่มน้ำหนักให้กับเหตุผลของตัวเอง วิธีการอย่างหนึ่ง คือ การเพิ่มปริมาณของคนที่คิดหรือเห็นด้วยกับเหตุผลของเรา (ซึ่งอาจจะง่ายกว่าการพยายามลดจำนวนคนที่ไม่เห็นด้วย ยกเว้นต้องการทำสงคราม!) ในส่วนลึกของจิตใจหรือวิธีการให้เหตุผลของผู้นิยมประชาธิปไตย ปริมาณจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคุณภาพ เพราะคุณภาพนั้นวัดกันได้ยาก ยกเว้นเราจะยกหางตัวเองและพรรคพวก ให้เป็นผู้บริโภคและผลิตเหตุผลที่มีคุณภาพ (คำถามต่อมา คือ คุณภาพของใคร?) จึงไม่น่าแปลกใจที่ ณ ช่วงเวลาหนึ่งของความขัดแย้งของเหล่านักประชาธิปไตย เรามักจะได้ยินคำกล่าวอ้างถึง "เสียงส่วนใหญ่" และพยายามพิสูจน์ด้วยจำนวนตัวเลขของผู้ร่วมชุมนุม

ไม่ว่าใครจะใช้ตรรกะพิสดารจนน่าเชื่อถืออย่างไรก็ตาม ในการสร้างเหตุผลของตัวเองขึ้นมา เราก็หนีไม่พ้นบ่วงกรรมของการไม่ยอมรับ จากสายตาของคนที่ไม่เห็นด้วย (ส่วนความขัดแย้งที่รุนแรงกว่า มักไม่ต้องอาศัย "เหตุผล" แต่เอา "ศรัทธา" หรือ "ความเชื่อ" มาเป็นอาวุธห่ำหั่นกัน) การใช้เหตุผลจึงมีลักษณะเดียวกันกับการหาข้ออ้างที่ดูดีเพื่อแก้ตัว และผมก็กำลังใช้เหตุผล เพื่อทำให้ความคิดเพ้อเจ้อของตัวเองดูดีขึ้นมานิดหน่อย แล้วก็เหมารวมว่า...

เราทุกคนอยากดูดีในสายตาคนอื่น และเราต้องการทำให้ศัตรูดูแย่กว่าเรา!

สำหรับมนุษย์ทุกคนที่เข้าใจภาษา(มนุษย์?) "เหตุผล" ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม แต่สิ่งที่ให้กำเนิดเหตุผลแต่ละประเภทต่างหากที่น่าสนใจ อะไรคือ "แม่ของเหตุผล" ที่เลี้ยงดูมันด้วย "อาหารแห่งการรับรู้" จนมันเติบโตเป็น "ทัศนคติ" หรือ "อคติ" ที่พวกเราเอามาใช้มองสิ่งต่างๆรอบตัว? และดูเหมือนว่า คนอ่านนิยายแต่ละแนว ก็จะเห็น "แม่ของเหตุผล" ต่างกันไป เราจึงเรียกเธอได้หลายชื่อ เช่น พระเจ้า, สัจธรรม, ความจริง, ธรรมชาติ, ประสบการณ์, ศรัทธา, ญาณ, ความรู้, ความงมงาย, การครอบงำ, วาทกรรม, กิเลสตัญหา ฯลฯ ส่วนผมเรียกเธอว่า "ภาษา"

แล้วใครคือ "แม่ของภาษา" ? (อันนี้คงต้องไปถามปะป๊าของเธอเอง)

ภาษาอาจไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือในการสื่อสารเท่านั้น เพราะดูเหมือนมันจะสร้างโลกทั้งใบมาบรรจุในสมองหรือประสบการณ์รับรู้ของเรา ความทรงจำจะสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลก็ต่อเมื่อเรารับรู้ถึงตรรกะของเหตุการณ์ จึงไม่แปลกที่คนธรรมดา(ส่วนใหญ่)จะจดจำเรื่องราวตอนเป็นทารกของตัวเองไม่ได้ เพราะตอนนั้นเรายังไม่มีเหตุผลที่สามารถเอามาจัดระเบียบและเชื่อมโยงเหตุการณ์ แล้วบันทึกลงในความทรงจำได้ แต่เรายังคง "รู้สึก" ถึงความทรงจำที่อธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ มันคือหลักฐานหนึ่งที่บ่งชี้ได้ว่า มนุษย์สามารถทำความคุ้นเคยกับโลกได้ โดยไม่ต้องอาศัยเหตุผล น่ันอาจจะเป็นภาษามนุษย์อย่างหนึ่งที่เหตุผลปิดกั้นมันไว้ แต่เราระบายมันออกมาในรูป "งานศิลปะ" ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

สิ่งต่างๆคงไร้ความหมาย ถ้าเราไม่สามารถสร้างมโนทัศน์เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นไว้ในใจเราได้ และตราบใดที่เรายังอยู่ในสังคมมนุษย์ เราก็คงหนีไปจากปริมณฑลของภาษาไม่พ้น ความขัดแย้งของ "เหตุผล" จึงเป็นเรื่องธรรมดา เราจะอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งของเหตุผลได้อย่างไร ก็อาจจะขึ้นอยู่กับว่า เราจะรับฟัง "เหตุผลที่เราไม่เห็นด้วย" ได้อย่างไร ในขณะที่เรายังเต็มใจจะเชื่อใน "เหตุผลของตัวเราเอง" ส่วนชีวิตของเราจะมี "คุณค่า" ในสายตาของตัวเองหรือไม่ อันนี้ต้องลองใช้ชีวิตกันเอาเอง

ปล. ลืมมันไปซะ ผมแค่พยายามสนุกกับเขาวงกตในโลกแคบๆของตัวเอง...

Add Your Reply.

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Web page addresses and e-mail addresses turn into links automatically.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd>
  • Lines and paragraphs break automatically.
  • You may post code using <code>...</code> (generic) or <?php ... ?> (highlighted PHP) tags.

More information about formatting options

Theme

Twitter Update

Restless Engine

Powered by Drupal, an open source content management system

Back to content.