State of mind
หลายเดือนก่อน ผมได้ดูหนังสารคดีเรื่อง A State of Mind ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักเรียนยิมนาสติกหญิงสองคนในเกาหลีเหนือ ดูจบถึงกับอ้าปากค้าง ใครว่าคอมมิวนิสต์ไม่มีเจ้าวะ? เพราะคิมจองอิลในจิตสำนึกของคนเกาหลีเหนือนั้นเป็นยิ่งกว่าจักรพรรดิซะอีก!
นั่นคือตัวอย่าง การผลิตซ้ำอุดมการณ์ของรัฐผ่านการศึกษาและการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน มันถูกทำให้กลายเป็นความปกติ (Normalization) เพื่อสร้างพลเมืองที่ยอมสยบโดยไม่ตั้งคำถามซักแอะ (ไม่ใช่ทุกคนหรอก แต่ส่วนใหญ่) ถามว่า รัฐไทยใช้วิธีการเดียวกันกับเกาหลีเหนือหรือไม่? แว้บแรกเราตอบโดยไม่ต้องคิดว่า "ไม่มีหรอก" แต่พอแหงนมองขึ้นไปแบบละอองธุลีฯ เราก็อาจจะเห็นว่า ไทยกับเกาหลีเหนือนั้นก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่!
สิบกว่าปีที่แล้ว วันแรกที่ผมไปรายงานตัวเข้าเรียนรัฐศาสตร์ ที่ท่าพระจันทร์ ผมยังจำกระดานแผ่นใหญ่ที่ติดไว้แถวหน้าคณะได้ ชื่อหัวข้อเขียนว่า "วงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย"
เนื้อหาในนั้นเขียนไว้เป็นชาร์ต เหมือนกฎแห่งกรรมที่คนไทยต้องเผชิญ เลยไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นมันอยู่ตรงไหน และจะสิ้นสุดที่ใด ประมาณนี้
เลือกตั้ง + ซื้อเสียง -> รัฐบาล + ฉ้อราษฎร์บังหลวง -> รัฐประหาร + รัฐธรรมนูญใหม่ (แล้วก็วนกลับไปเลือกตั้งรอบใหม่)
ใน พ.ศ. นี้ อาจต้องเปลี่ยนชาร์ตใหม่ เป็น
เลือกตั้ง + (ซื้อเสียง?) -> รัฐบาลนายทุน + ทุจริตเชิงนโยบาย -> ม็อบ(เหลือง) -> รัฐประหาร + รัฐธรรมนูญใหม่ -> ม็อบ(แดง) -> เลือกตั้ง + (ซื้อเสียง?) -> รัฐบาลนอมินี(ทักษิณ?) -> ม็อบ(เหลือง) -> ตุลาการภิวัฒน์ + ยุบพรรค -> รัฐบาลนอมินี(อภิสิทธิชน?) -> ม็อบ(แดง) -> แล้วไงต่อ?
มองในแง่ดี การเมืองไทยก็ซับซ้อนกว่าเดิม และอย่างน้อยก็มีประชาชน (ม็อบ) เข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนรัฐบาล มองในแง่ร้าย ทหาร(และมือที่มองไม่เห็น)ไม่เคยหายไปจากการเมืองไทยเลย(ว่ะ) ด้วยเหตุนี้ ผมจึงแทบไม่เคยไปเลือกตั้ง เพราะสิ้นหวังกับรัฐสภาไทย ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปเรียนรัฐศาสตร์ (แก้ตัวน้ำขุ่นๆ)
อันที่จริงรัฐสภาไทยเป็นสถาบันการเมืองที่น่าสงสารมาก เพราะในความรู้สึกของหลายๆคน มันเป็นแค่สวนสัตว์, ปาหี่, ละครน้ำเน่า, ซุ่มเจ้าพ่อภูธร, กาสิโนงบประมาณ ฯลฯ เลยหาคนดีมา เล่นการเมืองได้ยาก เพราะมันเปลืองตัว ในยุคทหารครองเมือง รัฐสภา คือ โรงย้อมรัฐธรรมนูญ ในยุคม็อบครองเมือง รัฐสภา คือ โรงละครสัตว์ เรามองข้ามรัฐสภามาตลอด เพราะเราไม่เคยไว้ใจคนที่เข้าไปทำหน้าที่ในสภา เลยไม่คิดว่ามันจะแก้ปัญหาอะไรได้ แม้พวกเราจะเลือกตัวแทนเข้าไปเองกับมือก็ตาม สรุปว่า รัฐสภาไทยไม่เคยได้ทำหน้าที่ให้สมกับเป็นหนึ่งในสถาบันการเมืองหลักของชาติเลย
และวันนี้มันก็ยังไม่เปลี่ยน มองอย่างหยาบๆ หนึ่งในประเด็นที่คนกลุ่มหนึ่งทวงถามนั้น เกี่ยวข้องกับจำนวนเสียงสมาชิกสภาที่พวกเขาเลือกเข้าไป ใครควรเป็นรัฐบาล? หลังจากนั้นมันก็โยงเข้ากับคำถามว่า อะไรคือประชาธิปไตย?
ผมไม่สนใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร เพราะเถียงกัน 3,000 ปี ก็ไม่จบ คำที่น่าสนใจกว่า คือ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เพราะไอ้คำนี้นี่แหละที่ทำให้คนนิสัยเสียบางคน แอบเล่นนอกกติกา ใช้รัฐธรรมนูญแทนกระดาษชำระ แล้วพวกเราก็วนเวียนใช้กรรมใน วงจรอุบาทว์ อย่างที่อาจารย์รัฐศาสตร์รุ่นเก่าว่าไว้นั่นแหละ
สงกรานต์เลือดที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า การเมืองแบบมีทักษิณเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่กว่า ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาอย่างบ้าคลั่งและรุนแรง มันฟ้องถึงความเก็บกดที่สะสมมานาน และต่อจากนี้ก็คงยากจะควบคุม เพราะเมื่อกลับไปตั้งหลัก ความคิดความรู้สึกก็คงกระจายตัวยิ่งกว่าเดิม เพื่อท้าทายความคิดของคนอีกพวกที่ยังยึดทักษิณเป็นศูนย์กลางของปัญหาทั้งมวลในจักรวาล! (บางคนเกลียดทักษิณ แต่ยังคิดถึงทุกลมหายใจ)
จากที่เคยถูกหลายฝ่ายดูถูก ว่าเป็นเพียงมวลชนจัดตั้งหรือม็อบรับจ้าง ตอนนี้ภาพทางการเมืองของคนเสื้อแดงก็เปลี่ยนไปอีกแบบ แต่จะเป็นแบบไหนก็แล้วแต่ทัศนคติหรืออคติของแต่คน (บางคนคงมองเป็นปีศาจ บางคนก็เรียก พวกล้มเจ้าเผาเมือง!) อย่างน้อยผมก็มองคนกลุ่มนี้ซับซ้อนกว่าเดิม ไม่ใช่แค่ผู้คนที่งมงายในทักษิณ แต่เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่พอจะจับความรู้สึกได้ ว่าเกี่ยวข้องกับชนชั้นและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม (เล่นเอาคนในเมืองที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เซ็งไปตามๆกัน) หากคนเสื้อแดงสลัดภาพทักษิณและแกนนำลิ่วล้อออกไปได้ การเมืองไทยก็จะเริ่มเข้าสู่สมรภูมิอุดมการณ์ครั้งใหม่ (หลังจากถูกสตัฟฟ์ไว้ 30-40 ปี หรือไม่ เหตุการณ์แบบ 6 ตุลาฯ ก็จะกลับมาอีกหน)
ผมไม่หวังให้ใครมาสามัคคีกัน เพราะมนุษย์จะรักกันโดยอัตโนมัติก็ต่อเมื่อมีศัตรูร่วมกัน แค่อยากให้ เสื้อแดง, เสื้อเหลือง และสารพัดสี ลืมทักษิณหรือแกนนำอภิสิทธิชนทั้งหลายไปซะ แล้วโยนเสื้อของตัวเองทิ้งไปด้วย เพื่อค้นหาพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง คนขี้ขลาดอย่างผมขอบอกตามตรงว่า การเมืองไทยยุคนี้ไม่มีใครดีพอที่เราจะตายแทน เอะอะอะไรก็จะปิดถนน ถือไม้ถือตะบอง ถือปืนมายิงกัน ลองเปลี่ยนมาเป็นปลูกต้นไม้ประท้วงรัฐบาลบ้างสิ เอาให้ล้นป่าไปเลย น่าจะได้คะแนนนิยมจากแนวร่วมเพิ่มขึ้นนะ
เราอยู่กับการเมืองแห่งความเกลียดชังมาหลายปีแล้ว ไม่เบื่อกันบ้างเหรอ?