ชีวิตหลังความโกรธ
หลังจากหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์พลุ่งพล่านของตัวซะหลายวัน อารมณ์โกรธก็สงบลง ไม่ใช่เพราะพันธมิตรฯยุติการชุมนุม แต่เป็นเพราะผมได้ลองเข้าไปอ่านความคิดเห็นที่ด่าทอกันไปมาตามเว็บบอร์ดต่างๆ ที่พูดกันถึงการเมืองไทย
มันทำให้ผมเห็นว่า ในยุคที่พื้นที่การแสดงความคิดเห็นเปิดกว้างนั้น คนไทยไม่ได้โง่ คนทุกคนมีเหตุผล แต่ตรรกะที่ใช้สร้างเหตุผลของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน การทุ่มเถียงว่าใครแพ้ใครชนะ หรือ ใครผิดใครถูกนั้น จึงไม่มีทางจบลงได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในเวลาที่แต่ละฝ่ายต่างใช้อารมณ์เข้าห้ำหั่นและดูแคลนกัน
ตรรกะในที่นี่ไม่ได้หมายถึงแค่วิธีคิด แต่รวมถึงสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่การสร้างเหตุผลของแต่ละคนด้วย เช่น ที่มาของข้อเท็จจริงที่เราเอามาประมวลเป็นความคิดรวบยอด หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมที่แต่ละคนใช้ชีวิตอยู่ก็มีส่วนสำคัญ ในที่สุดเหตุผลหรือความเชื่อเหล่านั้นก็ตกตะกอนในใจเรา จนเราเชื่อว่ามันคือ ความจริงหรือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด แล้วเหตุผลหรือความเชื่อเหล่านั้นจะแสดงตัวออกมาโดยไม่ต้องการการไตร่ตรองซ้ำ ถ้ามองในแง่ดี เราอาจเรียกมันว่าภูมิปัญญาหรือการสั่งสมประสบการณ์ แต่ถ้ามองในแง่ร้าย มันก็คืออคติที่ฝังในหัวของพวกเราแต่ละคน
สภาพสังคมไทยในยุคที่คนธรรมดาทั่วไปอย่างเราๆท่านๆ ก็สามารถเผยแพร่ความคิดเห็นได้โดยง่ายนั้น ทำให้เกิดการปะทะกันทางความคิดได้ง่ายเช่นกัน เพราะเราอยู่ในฐานะทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตสื่อ (ผมถือว่าทุกข้อความและความคิดเห็นที่แสดงไว้ในที่สาธารณะอย่างเว็บไซต์ คือ สื่ออย่างนึง ไม่ว่าจะเป็นกลางหรือไม่ก็ตาม) จากที่เคยเผยแพร่ความคิดในวงแคบๆ อินเตอร์เน็ตทำให้มันออกสู่สายตาสาธารณะได้โดยง่าย และแน่นอน ก็ต้องมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้โดยง่าย(กว่าเดิม)เช่นกัน ความคิดที่แตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ดูเหมือนเราหลายคนไม่พร้อมที่จะยอมรับความแตกต่างทางความคิด และตอบโต้กันเพียงเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า (แย่กว่านั้นคือมองเป็นศัตรู) การด่าทอกันแบบไร้มารยาทและขาดรสนิยมจึงพบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะเว็บบอร์ดการเมืองไทย (ผมไม่แน่ใจว่าเว็บบอร์ดการเมืองประเทศอื่น เค้าด่าโคตรเหง้าศักราชกันแบบบ้านเรารึเปล่านะ) ถ้ามองในแง่ดี(อีกแล้ว) มันก็แสดงถึงความตื่นตัวทางการเมืองที่มากขึ้นของคนไทย ถ้ามองในแง่ร้าย มันคือการขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ของคนที่ถูกเก็บกดปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีมานาน อย่างคนในสังคมไทย (อย่าบอกเชียวว่าเราเสรีตั้งนานแล้ว เพราะยังมีเรื่องบางเรื่องทางการเมือง ที่ไม่สามารถพูดออกมาตรงๆได้)
เมื่อก่อนตอนที่ผมยังไม่ค่อยได้ขลุกอยู่กับอินเตอร์เน็ต ผมก็จะพบเจอและพูดคุยแต่กับผู้คนที่คิดคล้ายๆกัน ในโลกแคบๆใบเดิมนั้น ผมก็เข้าใจว่าคนอื่นๆก็ไม่น่าจะคิดต่างจากสิ่งที่ผมคิดเท่าไหร่ บางครั้งผมเหมารวมไปเลยว่า คนส่วนใหญ่คิดเหมือนผม แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังจากคุ้นเคยกับอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ผมก็ได้รับรู้ความคิดเห็นของผู้คนที่ผมไม่เคยรู้จักและไม่คุ้นเคย ผมประหลาดใจกับความหลากหลายทางความคิดและทัศนะคติ โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนจากซอกมุมต่างๆทั่วโลก มันคือโลกที่ปัจเจกชนกำลังแลกเปลี่ยนความคิดกับปัจเจกชนคนอื่นๆ โดยไม่จำกัดอยู่แต่ในสังคมแคบๆทางกายภาพที่เราคุ้นเคย หรือแม้แต่พรมแดนของรัฐที่เรามองว่ายิ่งใหญ่ โลกใบใหม่กว้างกว่านั้นมาก
ย้อนกลับมาที่เมืองไทย เรากำลังอยู่ในโลกใบใหม่โดยไม่รู้ตัว จนไม่คุ้นเคยกับวิธีการรับมือความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างมีวุฒิภาวะ ไม่ได้หมายความว่า ต้องเรียนสูงรู้มากหรอกนะครับ จึงจะมีวุฒิภาวะ แต่หมายถึง การทบทวนและวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเดิมๆของตัวเองอย่างมีสติ มากกว่ามุ่งประณามความเห็นที่แตกต่าง ผมเคยอ่าน "คู่มือมนุษย์" ของท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านบอกไว้ประมาณว่า "เมื่อเราโกรธ ก็ให้รู้ตัวว่าเรากำลังโกรธ" แล้วหลังจากที่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังโกรธ ผมก็เลิกโกรธได้ทุกที เพราะได้ทบทวนอารมณ์ในใจเราเอง และบางทีมันก็เป็นอคติของตัวเราเองจริงๆซะด้วยสิ (คุณสามารถพบเห็นอคติของผมได้ทั่วไป ใน blog แห่งนี้ครับ ฮ่าๆๆๆ)
สำหรับผมแล้ว อุคมการณ์ เหตุผล ความเชื่อ หรือแม้แต่ ความศรัทธา ล้วนไม่ต่างกัน มันเป็นเพียง ข้ออ้างสำหรับการสร้างจุดมุ่งหมายให้ชีวิต เราสร้างคุณค่าของชีวิตจากความคิดของเราเอง โดยไม่จำเป็นต้องเหยียดหยามความคิดของผู้อื่น
ขอบคุณที่สละเวลาอ่านจนจบครับ ^^