มีเพื่อนคนนึงเคยคิดพล็อตหนังสั้นมาบอกผมว่า
"จะเป็นยังไง ถ้าผู้คนพากันสะกดคำว่า ปะชาถีบปะตาย แทนที่จะเป็น ประชาธิปไตย ?"
ผมเลยเอาคิดต่อ เป็นนิทานเรื่อง ปะชาถีบปะตาย
กาลครั้งหนึ่ง ณ โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะจบคาบเรียนวิชาสังคม คุณครูก็ให้การบ้านเด็กๆ ไปหาความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย คุณครูบอกใบ้ให้ไปถามผู้ใหญ่ หรือ เปิดพจนานุกรม มาอ้างอิงก็ได้ แล้วมาช่วยกันเฉลยวันพรุ่งนี้ จากนั้นคุณครูก็ออกไป แต่...
หัวโจก : "จะไปหาให้ยากทำไม ถามข้าก็ได้ ข้ารู้ดีที่สุด ว่า ปะชาถีบปะตาย คืออะไร"
หัวอ่อน : "เอ็งนี่เก่งจริงๆ รู้ทุกเรื่องเลย แล้วไอ้ ปะชาถีบปะตาย นี่มันอะไรเหรอ?"
หัวโจก : "อ้ายโง่! ก็แค่เอาคนมากๆมารวมกัน มันก็เป็น ปะชาถีบปะตาย แล้ว"
หัวอ่อน : "รวมกันยังไง?"
หัวโจก : "เอ็งลองไปเรียกคนอื่นในห้องมาฟังข้าสิ เดี๋ยวข้าจะ แสดงพลัง ของ ปะชาถีบปะตาย ให้เอ็งดู"
หัวอ่อน : (ตะโกนเรียกเพื่อนๆ) "เฮ้ยพวกเรา มาฟังเรื่อง ปะชาถีบปะตาย ทางนี้เร็ว"
เด็กๆมารวมกันหน้าสลอน คอยฟังหัวโจกพล่ามอย่างตั้งใจ
หัวโจก : "พวกเอ็งน่ะโง่รู้มั้ย! ครูสั่งให้ทำอะไรก็ทำ จะไปเปิด พจนากลมๆ นั่นให้เสียเวลาทำไม ปะชาถีบปะตาย ก็คือ พวกเรามารวมกันเยอะๆ แล้วตะโกนเสียงดังๆ เดี๋ยวคนอื่นเค้าก็ยอมเราเองแหละ ถ้าไม่เชื่อ พรุ่งนี้เราทุกคนลองไม่ทำการบ้านส่งครูก็ได้ ถ้าไม่ทำกันหมดทุกคน ครูก็ไม่กล้าทำอะไรเราหรอก เพราะเรารวมกันเป็น ปะชาถีบปะตาย ที่เสียงดังที่สุดไง"
เด็กๆหลายคนส่งเสียงเฮ ยกเว้น...
หัวแข็ง : "พจนานุกรม ใช้อ้างอิงถึงความหมายของคำที่ใครๆก็เชื่อถือ ไม่ใช่ พจนากลมๆ ส่วน ประชาธิปไตย ไม่ใช่ ปะชาถีบปะตาย อย่างที่เอ็งบอกซะหน่อย และข้าก็จะทำการบ้านส่งครู ข้าไม่ได้กลัวครู แต่ข้ามีหน้าที่เรียนหนังสือ พ่อแม่ข้าเคยบอกไว้อย่างงี้"
หัวโจก : "อ้ายเซ่อ! พ่อแม่เอ็งนะโง่ พ่อข้าจบด็อกกะเต่อจากเมืองนอก ไม่อยากคุย"
หัวอ่อน : "ช่ายๆ ข้าเชื่อเอ็ง แต่เราจะไม่ทำการบ้านจริงๆเหรอ?"
หัวโจก : "งั้นมายกมือกัน ใครไม่อยากทำการบ้านส่งครูมั่ง?"
เด็กๆแทบทุกคนในห้องยกมือ
หัวโจก : "เห็นมั้ย ใครๆก็เห็นด้วยกับข้า"
หัวแข็ง : "เฮ้ย... ถ้าพวกเราไม่ทำการบ้าน เราจะมาเรียนหนังสือกันทำไม? ข้าไม่ได้เรียนเพราะครูบังคับซะหน่อย ข้ามาเรียนเพราะอยากรู้หนังสือ"
เด็กๆบางคนเริ่มเห็นด้วยกับหัวแข็ง แต่...
หัวโจก : "ข้าเก่งอยู่แล้ว ข้าไม่ต้องเชื่อครู ข้าไม่ต้องอยู่ใต้กฎของโรงเรียน ข้ามาโรงเรียนเพราะอยากเปิดหูเปิดตาให้พวกเอ็ง ถ้าเอ็งคนไหนไม่เชื่อข้า เอ็งก็ต้องเป็นศัตรูของข้า และเอ็งก็จะโง่ดักดาน ยอมให้ครูสั่งการบ้านตลอดปีตลอดชาติ!"
เด็กๆหลายคนส่งเสียงเฮ! และตะโกน
"ไม่ทำการบ้าน! ไม่ทำการบ้าน! ไม่ทำการบ้าน!"
พรุ่งนี้เหตุการณ์จะดำเนินต่อไปยังไง ไม่มีใครบอกได้ รู้แต่ว่าตอนนี้...
หัวโจก : (ยิ้มอย่างหลงตัวเอง)
หัวอ่อน : (ยิ้มเพราะรู้สึกว่าตัวเองตาสว่าง ไม่ต้องทำการบ้านที่ครูสั่งอีกต่อไป)
หัวแข็ง : (ยิ้มไม่ออก!)
นิทานเรื่องนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะสอนใคร แค่สงสัยว่า ถ้าผู้คนพากันใช้ เสรีภาพ อย่างไร้ขอบเขต แล้วเราจะอยู่ร่วมกันในสังคมไปทำไม? ถ้าผมเป็นเด็กในโรงเรียนแห่งนั้น ผมก็อาจจะย้ายโรงเรียนได้ แต่พอดีผมเกิดมาเป็นคนไทย จะย้ายประเทศมันไม่ง่ายขนาดนั้น
คุณมีสิทธิที่จะเกลียดคนที่คุณเชื่อว่าโกงกินประเทศหรือขายชาติ แต่พึ่งระลึกไว้ด้วยว่า ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องเห็นด้วยกับคุณ สังคมไทยขาดวุฒิภาวะทางการเมืองอย่างมาก พูดง่ายๆ คือ ไม่มีศิลปะในการด่า (ตั้งแต่ นักการเมืองในสภา ยัน นักเลงในทำเนียบฯ) เน้นให้ผู้คนเกลียดชังกัน และมองสิ่งต่างๆออกเป็น 2 ขั้วแบบง่ายๆ แต่ในทางการเมืองขั้วเหล่านั้นพร้อมที่จะสลายหรือเปลี่ยนไปทุกเมื่อ เมื่อผลประโยชน์ลงตัวหรือขัดกัน ยกตัวอย่างเรื่องจริง (จากประสบการณ์ของผมเอง)
ผมเคยทำงานที่ ASTV สมัยที่มันยังเป็น 11 News1 ที่คล้ายๆจะได้รับสัมปทานจากกรมประชาสัมพันธ์ จนสามารถออกอากาศ เชื่อมต่อ และแลกเปลี่ยนสัญญาณกับ ช่อง 11 (NBT) ทุกวัน ในยุค "รัฐบาลเหลี่ยม 1" ถ้าไม่ถือว่าเป็นการปรักปรำเกินไป คงพูดได้ว่า ASTV เกิดขึ้นมาได้เพราะบารมีของ "เหลี่ยม" เพราะตอนนั้น "ลิ้ม" เลียตูด "เหลี่ยม" ทุกวัน และไซโคให้คนอื่นๆเลียตามด้วย (สาบานว่าตอนนั้น คนของประชาธิปัตย์แทบไม่มีสิทธิไปเหยียบบ้านพระอาทิตย์!) แล้ววันนึงตูดเหลี่ยมก็ไม่หวานอีกต่อไป จากนั้นเรื่องมันก็ดำเนินมาอย่างที่เราเห็นเป็นข่าวทุกวันนี้แล... (ผมลาออกช่วงก่อนที่ "ลิ้มจะหักกับเหลี่ยม")
สื่อมีอิทธิพลต่อทัศนคติและการรับรู้ของผู้คนมาก ผมทำงานข่าวและผลิตสื่อโทรทัศน์มาหลายแห่ง จึงกล้าได้พูดว่า ไม่มีสื่อใดปลอดอคติ แม้แต่ภาพข่าวที่เป็นเหตุการณ์จริง ยังต้องผ่านการลำดับภาพเพื่อเล่าเรื่องใหม่ ในแบบที่คนทำข่าวต้องการนำเสนอ ยังไม่ต้องพูดถึงสื่อที่นำเสนอแบบเอียงกระเท่เร่ด้วยซ้ำไป สื่อโทรทัศน์จึงใช้ปลุกระดมผู้คนได้ดีนักแล เพราะเราเห็นภาพเคลื่อนไหว แต่ไม่เคยคิดว่าเขาเอามาเล่าเรื่องใหม่ (สำหรับผม ข่าวไม่ต่างอะไรจากโฆษณา ดูมากก็เชื่อว่ามันจริง!)
ที่ผ่านมาในทางการเมือง คนไทยป้ายสีและฆ่ากันเองด้วย 3 สาเหตุใหญ่
1.คดีหมิ่นฯ
2.คดีความมั่นคง
3.สื่อที่ปลุกระดมผู้คนอย่างไร้สติ
แม้จะเคยเรียนรัฐศาสตร์ แต่ประชาธิปไตยคืออะไรผมไม่สนใจเท่าไหร่หรอก ในเมื่อผู้คนเอาแต่อ้างถึงหลักการ หรือไม่ก็กล่าวอ้างว่าตัวเองเป็น ปะชาถีบปะตาย มากกว่าคนอื่น จนมองข้ามความรู้สึกและความเป็นมนุษย์ของคนอื่นๆไป อุดมการณ์บ้าบออะไรก็คงไม่สำคัญหรอก ถ้ามันทำให้ผู้คนคุยกันไม่รู้เรื่อง (ความแตกต่างเป็นเรื่องปกติในทุกสังคม แต่วิธีการรับมือกับความแตกต่างของเรานั้นแย่มากๆ เพราะถึงขั้นมองกันเป็นศัตรู)
วางเรื่อง ประชาธิปไตย ลงสักวันได้ไหม? แล้วมองที่หัวใจของกันและกัน เราคนไทยมีเรื่องที่ต้องทำร่วมกันอีกเยอะ ในยุคที่โลกกำลังปั่นป่วน และขั้วประเทศมหาอำนาจอาจจะเบนมาที่เอเชีย
1 Reply
คุณพูดไ้ด้ถูกต้องทีเดียวครับ บทความนี้ค่อนข้างดีนะครับ เอาไปเผยแพร่หลายๆทีให้คนได้อ่านกันนะครับ ผมก็ link มาจาก zickr อีกทีนึง
Add Your Reply.