webzer.net

I blog to God but the sky is buggy ...


Are you opensource cowboy?

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกๆ ผมเคยอ่านหนังสือของ นักอนาคตวิทยาด้านสังคม อย่าง Future Shock , The Third Wave ของ Alvin กับ Heidi Toffler ซึ่งเขียนถึงเรื่องคนยุคศตวรรษที่ 21 ไว้ก่อนที่ผมจะเกิดซะอีก ส่วนอีก 2 เล่มที่ลืมไม่ลง เพราะถูกบังคับให้อ่านในวิชาการเมืองระหว่างประเทศ คือ The Third Wave: Democratization in the Late Twentieth Century กับ The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order ของนักรัฐศาสตร์ชื่อดังอย่าง Samuel Huntington ทำให้คำศัพท์ใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น อย่าง Democratization, Decentralization , Globalization และอีกหลาย -ization ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด (ขออภัยถ้าผมอ้างอิงจาก wikipedia มากเกินไป ไม่ใช่เพราะมันน่าเชื่อถือ แต่เป็นเพราะมันไม่ใช่โฆษณา)

หนังสือทุกเล่มที่อ้างไว้มีฉบับแปลภาษาไทยครับ และไม่ได้ยกขึ้นมาเพื่ออวดชาวบ้านว่า ผมอ่านหนังสือเกินปีละ 7 บรรทัด แต่หนังสือพวกนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) หรือ การหลุดออกจากกรอบของวิธีคิดและวิถีปฏิบัติแบบเดิมๆ แต่ตอนเรียน ผมอ่านหนังสือพวกนี้ยังไงก็ "ไม่อิน" เพราะรู้สึกว่ามันไกลตัวเหลือเกิน แต่ผ่านมาแค่ประมาณ 10 ปี หลายสิ่งหลายอย่างที่เค้าเขียนเอาไว้ มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆด้วยแฮะ โดยเฉพาะเรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ

ตอนนั้นผมไม่มีทางจินตนาการถึงเว็บไซต์ที่ใช้บ่นและโต้ตอบกับผู้คนได้ อย่าง twitter.com เลยด้วยซ้ำ เพราะแค่มี เพจเจอร์ หรือ โฟนลิงค์ ก็ถือว่าใหม่มากแล้ว (ถ้าใครไม่รู้จักเพจเจอร์ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ มันหายไปภายในเวลาไม่กี่ปี เมื่อโทรศัพท์มือถือเข้ามาแทนที่) จากนั้น อัศวินคลื่นลูกที่สาม เจ้าพ่อโทรคมนาคมอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ก็ปรากฏกายขึ้นในแวดวงธุรกิจและการเมือง (ตอนนั้นเค้าเรียกอัศวินจริงๆนะ กรุณาอย่าตีความเป็นเรื่องการเมือง ถึงแม้มันจะเกี่ยวข้องกันก็ตาม)

เมื่อถึงยุคมือถืออิ่มตัว เพราะมันกลายเป็นอวัยวะที่มีกันทุกคนไปแล้ว อัศวินคนใหม่ก็ก้าวเข้ามา แต่ไม่ได้มาเดี่ยวโดด เพราะพวกเขาและเธอเหล่านั้น มาในนาม Open Source Community

ทำไมผมจึงยกย่องให้ Open Source Community เป็นฮีโร่?

ผมไม่ได้อยู่ในแวดวงพัฒนาซอฟต์แวร์หรอกนะครับ และก็เพิ่งจะสนใจอินเตอร์เน็ตได้ไม่นาน เพราะได้อ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่งเมื่อปีสองปีก่อน คือ The World Is Flat (ฉบับแปลภาษาไทยใช้ชื่อว่า ใครว่าโลกกลม) ของ Thomas L. Friedman นักเขียนและนักข่าวที่มีอิทธิพลต่อผู้คนในอเมริกามากที่สุดคนหนึ่ง แม้หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนตั้งใจจะเขียนให้คนอเมริกันอ่าน เพราะกลัวลูกหลานจะตกอยู่ในสภาวะวิกฤติ (ผมจับจากน้ำเสียง และวันนี้มันก็เริ่มเป็นจริงอย่างที่ Friedman เขียนไว้) แต่เรื่องที่เปลี่ยนมุมมองของผมมากที่สุด คือ เวิล์ดไวด์เว็บในฐานะพื้นที่ทางวัฒนธรรมแบบใหม่ และลักษณะความเป็นประชาธิปไตยของมัน ที่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้

Friedman พูดถึงเรื่องการอัพโหลด (Upload) ได้น่าสนใจมาก มันแสดงให้เห็นว่า ผู้คนไม่ได้ต้องการเป็นแค่ผู้บริโภค แต่ถ้าเปิดโอกาส เราก็อยากมีส่วนร่วมในการเป็นผู้ผลิต ช่วงแรกๆอาจจะเป็นการอัพโหลดผลงานผู้อื่นแบบละเมิดลิขสิทธิ์ แต่เมื่อเกิด Open Source Projects ขึ้นมามากมาย พรมแดนของความรู้ก็ขยายและเปิดกว้างขึ้น การมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์จึงเกิดขึ้นตามมา และอัตราเร่งในการพัฒนาก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ เวิล์ดไวด์เว็บซึ่งเพิ่งจะเกิดมาได้ไม่กี่ปี จึงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เราจินตนาการ เพราะวัฒนธรรมโอเพ่นซอร์สคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์อย่างหนึ่ง จาก Consumer มาเป็น Developer "ถ้าเบื่อของแพง ไม่ชอบการผูกขาด ทำไมเราไม่ช่วยกันทำเองซะเลยล่ะ?" (ดูสไลด์โชว์ The Spirit of Open Source ซึ่งนำเสนอไว้ดีมากๆโดยคุณสุกรี)

ผมกำลังจินตนาการถึง พื้นที่ทางสังคมที่ปราศจากรัฐ และทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยตรง ไม่ใช่เพราะเบื่อความขัดแย้งในปัจจุบัน (เพราะทุกที่ล้วนมีความขัดแย้ง แต่ไม่ใช่ทุกแห่งจะรับมือความขัดแย้งอย่างมีสติ) และอาจฟังดูเพ้อเจ้อ แต่ Open Source Community ทำให้ผมนึกย้อนไปถึง จุดกำเนิดของสังคม ซึ่งว่ากันว่า มนุษย์หลุดจากสภาวะความขัดแย้งในธรรมชาติ (State of Nature) มาสู่ การอยู่ร่วมกันภายใต้ข้อตกลงที่ผูกพันไว้เป็นสัญญาประชาคม (Social Contract) เมื่อก่อนเราอาจจะหมายถึงการสร้างรัฐชาติ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่า พวกเราคือคาวบอย!

ไปบุกดินแดนใหม่กันเถอะพวกเรา! ไม่ต้องโฟนอินปลุกระดมข้ามชาติ, ไม่ต้องใส่ใจ "ความจริงวันนี้", ไม่ต้องปิดถนนด่าพ่อใคร และ ไม่ต้องไปนอนในทำเนียบฯ

ผมเชื่อว่าหลายคนอยากเป็นคาวบอย...

flickr.com/photos/superfantastic/24559448/