webzer.net

I blog to God but the sky is buggy ...


รัฐไทยสีอะไร?

รัฐชาติ - Nation State

ในยุคที่มันกำเนิดขึ้นมา ก็คงถือว่าสมเหตุสมผล มันเกิดมาเพื่อขีดเส้นพรมแดน และจัดระเบียบใหม่ให้สังคม มันจึงสร้างสถาบัน มันจึงสร้างกฎหมาย มันจึงสร้างธรรมเนียมปฏิบัติ มันจึงสร้างประชากรให้เป็นพลเมือง และเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ จาก "เชื้อสาย" เป็น "เชื้อชาติ" และทำให้ผู้คนที่อยู่ใน "เส้นที่มันขีดไว้" เชื่อแบบนั้น ผ่านทางประวัติศาสตร์ ผ่านทางแบบเรียน ผ่านทางค่านิยม และผ่านผู้คนในสังคมเอง รุ่นแล้วรุ่นเล่า...

จนเมื่อทุนนิยมเบ่งบาน เส้นพรมแดนที่รัฐขีดไว้ จึงมีความหมายแค่แหล่งทรัพยากรทางเศรษฐกิจ (มากกว่าจะเป็นแผ่นดินของบรรพบุรุษ) เมื่อทรัพยากรภายในร่อยหรอ แต่การก่อสงครามขยายดินแดนก็ล้าสมัยเกินไป การขยายพรมแดนเพื่อแสวงหาทรัพยากรจึงเป็นในนาม "เขตการค้าเสรี" หรืออะไรที่คล้ายๆแบบนั้น โดยองค์กรที่ไม่สังกัดรัฐชาติใด ดูตัวอย่าง UEFA Champion League เป็นไร มันเป็นโมเดลธุรกิจข้ามชาติที่เก๋กว่าใคร พรมแดนของทรัพยากรไม่ได้อยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่มีสิทธิที่จะซื้อหาแลกเปลี่ยนได้จากทั่วโลก (สัญชาติของ "นักเตะ" ไม่มีความหมาย) และ UEFA ก็ขาย Event นี้กลับไป เพื่อทำกำไรทั่วโลก และ มันขายได้ทุกปี แล้วก็แบ่งผลประโยชน์กับโรงงานผลิตสกอร์ทั้งหลาย (สโมสรฟุตบอล)

รักชาติแบบล้าสมัย ชาตินิยมยังไม่ตาย!

ใครบอกว่า Virtual Reality เพิ่งจะมีในยุคอินเตอร์เน็ตกันล่ะ มันมีเครื่องมือสร้างความจริงเสมือนที่ไม่ต้องอาศัยเครื่องจักรใดๆตั้งนานแล้ว "รัฐชาติคือความจริงเสมือน ที่ดำรงอยู่ในจินตนาการ เพราะเราเชื่อและทำให้มันมีอยูจริง" จินตนาการของมนุษย์นี่แหละ ที่สร้างความจริงเสมือนอย่างรัฐชาติขึ้นมา

รัฐชาติในยุคปัจจุบัน จึงดำรงอยู่แบบรักพี่เสียดายน้อง ใจหนึ่งก็เบื่อความแข็งทื่อของกฎหมายและสถาบันภายใน ที่ปรับตัวได้เชื่องช้าไม่ทันใจโก๋ (พี่ไทยเลือกใช้ นโยบายประชานิยม หรือไม่ก็ปฏิวัติ หรือไม่ก็ชุมนุมขับไล่รัฐบาล!) แต่อีกใจก็กลัว "สิ้นชาติ" หากไม่เล่านิทานชาตินิยมให้คนรุ่นต่อๆไปได้ฟัง หรือปลุกกระแสเป็นครั้งคราวไม่ให้คนรุ่นใหม่ลืมหัวนอนปลายตีน ยกตัวอย่างใกล้ตัว ปราสาทหินที่ใครก็ไม่รู้สร้างเอาไว้ (อาจเป็นบรรพบุรุษของใครก็ได้) จะไม่มีความหมายอะไร ถ้ามันไม่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับรัฐ แต่ถ้าบอกว่ามันเป็นแค่ "วัตถุ" หรือ "สินค้า" คงดูไม่ศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องปลุกเสกนิทานชาตินิยมมาเล่ากันใหม่ เรื่องความบ้าศักดิ์ศรีจึงตามมาอย่างได้ผล แล้วก็ "ของขี้น" ทั้งเขมรและไทย (บางกลุ่มก็อาศัยสถานการณ์ตามน้ำ เพื่อสร้างความชอบธรรม ให้กับข้อเรียกร้องทางการเมืองของตัวเอง ทั้งในไทยและเขมร)

ไม่รักชาติ ก็ หนักแผ่นดิน ?

ไม่มีมาตรวัดน้ำหนักของ "ความรักชาติ" มีแต่คำประณามที่ออกมาจากปากของคนที่มองว่า คนอื่นรักชาติไม่เป็น ไม่มีปัญหาหรอกถ้าใครจะบอกว่า "รักชาติ" แต่มีปัญหาทุกที เวลาอ้างว่าตัวเอง "รักชาติ" มากกว่าคนอื่น และมักจะจบลงที่ "ชาตินี้เราคงไปด้วยกันไม่ได้..." พอถึงขั้นเลือดตกยางออกและสูญเสียมหาศาล เราจึงจะคิดได้และกลับมาดีกันอีกครั้ง จากนั้นก็หาเรื่องทะเลาะกันใหม่ วนเวียนซ้ำซากอยู่กับเรื่องชาติไม่รู้จบ

คำถามที่น่าสนใจในสังคมไทยตอนนี้ คือ ทำไมผู้คนขยันประสานเสียง(แหกปาก) ว่า "รักชาติ" กันจัง? (แต่ตะโกนมาจากคนละฝั่งนะ)

คำถามที่น่าสนใจกว่า ก็คือ อยากจะประสานเสียง(แหกปาก) และใช้สมองคิดเรื่องอื่นกันบ้างไหม? (ผมรู้ว่าพวกคุณฉลาดกว่าผม)

ผมคิดว่าหลายคนสนใจที่จะคิดอะไรใหม่ๆ เนื่องจากเบื่อลมปากเหม็นๆของคนหน้าเดิมๆ และไม่อยากเห็น คนไทยมีสี! คนที่ชูหางใส่สี ก็อย่าเพิ่งคิดว่าคนอื่นไม่สนใจการเมืองครับ ผมเชื่อว่าทุกคนสนใจ เพราะมันมีผลกระทบต่อชีวิตของเรา แต่ไม่จำเป็นต้องอยากมีส่วนร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนี่หว่า?