ข้อมูล, ความรู้, อคติ และเสรีนิยมประชาธิปไตย
ช่วงนี้กำลังสนใจเรื่อง Data Visualization เพราะคิดว่ามันเป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับการแยกแยะระหว่าง ข้อเท็จจริง (Fact / Data) กับ ความคิดเห็น (Opinion) เพื่อให้เราทำความเข้าใจหลายๆอย่างได้ง่ายขึ้นและใช้อคติน้อยลง (หวังว่า)
เผอิญเจอชาร์ตใน the Guardian เกี่ยวกับ Gay rights in the US, state by state แล้วเผอิญแม่ผมก็ถามว่า "ทำไมโอบาม่าสนับสนุนให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้?" เลยทำให้คิดอะไรหลายอย่างที่โยงใยกันเป็นเครือข่ายอันยุ่งเหยิงทั้งในสมองและสังคม (Discourses) การขุดคุ้ยรากเหง้าประวัติศาสตร์ของความคิดหรือถ้อยคำจึงเป็นเรื่องสนุกขึ้นมา (อย่างน้อยก็น่าเบื่อน้อยลง เวลาอ่านงานของ Nietzsche, de Saussure, Heidegger, Barthes, Foucault, Derrida - เรียงลำดับตามวันตาย) อันที่จริงผมคิดว่า Postmodernism ตายแล้ว ด้วยวิธีคิดที่วนเวียนอยู่แต่กับเรื่องภาษาจนตัวมันเองก็หาทางออกมาจากเขาวงกตที่ตัวเองสร้างขึ้นไม่ได้ แต่มันยังสนุกที่ได้เอาแว่นแบบนี้มาสวมเพื่อมองดูโลก
ความรู้และอคติเกี่ยวพันกันอย่างไร?
สมองมนุษย์มีความสามารถในการจัด Pattern ของข้อมูลและสิ่งต่างๆในโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ ข้อดีคือมันช่วยให้มนุษย์เรียนรู้และจดจำได้อย่างรวดเร็ว เรียกอีกอย่างว่า ความรู้ (Knowledge) ข้อเสียคือมันทำให้เราติดอยู่กับความคุ้นเคยหลายๆอย่างได้รวดเร็วเช่นกัน เรียกอีกอย่างว่า อคติ (Bias) มนุษย์มี Shortcut หรือทางลัดในการเรียกใช้งานความรู้และอคติเสมอ ตัวอย่างการประเมิน Pattern ล่วงหน้าของสมอง โดยใช้ความรู้หรืออคติที่เรามีอยู่เดิมในการอ่านคำ
"Aoccdrnig to rscheearch at Cmabrigde uinervtisy, it deosn't mttaer waht oredr the ltteers in a wrod are, the olny iprmoetnt tihng is taht the frist and lsat ltteres are at the rghit pclae. The rset can be a tatol mses and you can sitll raed it wouthit a porbelm. Tihs is bcuseae we do not raed ervey lteter by itslef but the wrod as a wlohe."
ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ก่อนเริ่มอ่านย่อหน้าข้างบนเราแค่มองแวบเดียว สมองก็ตัดสินแล้วว่ามันคือภาษาอังกฤษ ทั้งๆที่มันอาจจะเป็นภาษาฝรั่งเศส รัสเซีย ตุรกี หรือเวียดนามก็ได้ พอสมองตัดสินว่ามันเป็นภาษาอังกฤษแม้จะสลับตัวอักษรภายในระหว่างอักษรตัวแรกและตัวสุดท้ายเราก็ยังอ่านเข้าใจ เพราะเราอ่านคำจาก Pattern ที่สมองส่งมา เราไม่ได้อ่านทุกตัวอักษร และสมองก็ส่งความหมายของคำมาให้ก่อนที่เราจะอ่านจริงๆซะอีก
ใครเคยอ่านงาน ภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้าง ของ Ferdinand de Saussure คงคุ้นเคยว่า ความหมาย (signified) ไม่ได้ถูกกำหนดโดย คำหรือรูปคำ (signifier) แต่มาจากการเทียบเคียงและจัดลำดับคำจากโครงสร้างความเข้าใจที่มีอยู่เดิมของเราเอง ต่อมา Jacques Derrida ก็พาเราหลุดโลกไปไกลกว่านั้นมาก จนคำไม่ได้สำคัญที่ความหมาย แต่มีไว้ทำลายความหมายเพื่อสืบค้นประวัติศาสตร์ความคิดของแต่ละยุคสมัยจาก Text / Context ที่เราอ่าน โดยการชำแหละสิ่งที่ทำให้มันมีความหมายออกมาดู (ผมคิดว่า Deconstruction สนุกแต่ไร้สาระ หรืออย่างน้อยผมก็ไม่เข้าใจว่ามันทำลายความหมายไปเพื่ออะไร เพราะสิ่งที่มันทำคือพยายามทำลายอภิปรัชญา - ปรัชญาว่าด้วยความจริงซึ่งเป็นเสมือนเสาหลักสำหรับการทำความเข้าใจโลก ซึ่งต่างจาก Nietzsche ที่ทำลายอภิปรัชญาอย่างมีเป้าหมาย แต่ Deconstruction เป็นเพียงแค่เด็กเกเรที่มาทุบอภิปรัชญาและประกอบขึ้นใหม่ให้หน้าตาบิดเบี้ยวแล้วก็เดินจากไป ไม่เหลืออะไรให้เรายึดมั่นได้ว่าคือความจริง)
แล้วเกย์กับเลสเบี้ยนเกี่ยวอะไรกับ Pattern ของความคิด?
เวลาพูดถึงเกย์หรือเลสเบี้ยนเรามักคิดถึงเรื่องเพศก่อนเรื่องอื่น แล้ว Pattern ความรู้หรืออคติอื่นๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ไหลตามออกมาเป็นชุด (โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการไตร่ตรอง คือใช้ Shortcut นั่นเอง) จนลืมนึกไปว่าถ้าพวกเขาเป็นคู่สมรสถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ก็จะได้สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับพลเมืองคนอื่นๆ (อย่างน้อยก็ในด้านสวัสดิการสังคมและการจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลตามกฎหมาย) ตามหลักการเสรีนิยมประชาธิปไตย (Liberal Democracy) ซึ่งมันคือหลักการที่ทำให้เกิดรัฐชาติสมัยใหม่อย่างที่เรากำลังเป็นพลเมืองของมันอยู่ในปัจจุบัน (ในที่นี้ ผมมีสมมติฐานแบบเหมารวมว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการเสรีนิยมประชาธิปไตย แต่ผมยอมรับว่ามนุษย์แต่ละคนตั้งค่า Preferences ของความคิดไว้ไม่เหมือนกัน Preferences ของคุณอาจไม่เหมือนของผมเลยก็ได้)
ถ้าลองเอามาตรฐานการแบ่งเพศยุคปัจจุบันไปใช้กับคนยุคก่อน ผู้นำ นักรบ นักปรัชญา และศิลปินมากมายก็เป็นเกย์ ทั้ง Achilles, Plato, da Vinci ฯลฯ เพราะคนเหล่านี้ถือว่าความรักที่ไม่ถือเพศคือความรักที่สูงส่ง Plato เขียนไว้ใน the Symposium ผ่านคำพูดของ Socrates เกี่ยวกับนิยามความรัก (Eros) ที่อ้างถึง Diotima (นักบวชหญิงแห่ง Mantinea) อีกทีว่า "Love as a means of ascent to contemplation of the divine" (ความรักในฐานะหนทางที่จะนำเราขึ้นสู่ความศักดิ์สิทธิ์) ความรักคือความบริสุทธิ์ในจิตวิญญาณไม่เกี่ยวกับเพศ (หรือ Platonic Love ในความหมายดั่งเดิม ส่วนความหมายในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะแปลว่า "เป็นได้แค่เพื่อน")
แล้วเรื่องเพศมันเกี่ยวกับการเมืองตรงไหน?
เมื่อคริสศาสนาเข้ามามีอิทธิพลในยุโรปตลอดยุคกลาง ความคิดแบบนี้ก็กลายเป็น "ผิดผี" ไป แต่ก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส ความรักหรือความสัมพันธ์ในเพศเดียวกันยังจำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นสูง (อย่างน้อยก็ตามข่าวลือ) พอหลังการปฏิวัติมันจึงถูกมองเป็นความผิดเพี้ยนทางศีลธรรมอย่างหนึ่งเพื่อใช้โจมตีระบอบขุนนางและกษัตริย์ และติดมาเป็นอคติของชนชั้นกลางเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน อย่างที่เราเห็นหลายคนยังคงคิดว่าการเป็นคู่ชีวิตของคนเพศเดียวกันเป็นสิ่งผิดปกติและน่ารังเกียจ (การปฏิวัติในฝรั่งเศส 1789 – 1799 อาจสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจหลายๆอย่างสุดขั้ว แต่ไม่ได้ทำลายค่านิยมที่ติดมาจากศาสนจักร และน่าแปลกที่ไม่ใช้วิธีคิดแบบเดียวกันนี้โจมตีศาสนจักรอย่างรุนแรงบ้าง เพราะลือกันว่านักบวชก็สำส่อนทางเพศไม่แพ้ชนชั้นสูง)
ยังมีความรู้หรืออคติอื่นๆอีกมากมายที่ทำให้มนุษย์มองมนุษย์ด้วยกันเองอย่างไม่เท่าเทียม มันมาในรูปของ ศาสนา ระบอบกษัตริย์ การค้าทาส ชาตินิยม นาซี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เรียกสั้นๆว่า อำนาจ จริงอยู่ที่ว่ามนุษย์เกิดมาไม่เหมือนกัน แต่ถ้าจุดมุ่งหมายหลักของเสรีนิยมประชาธิปไตยคือการยืนยันถึงสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลอย่างเท่าเทียมกันแล้ว เป้าหมายของสังคมก็คือการทำให้มนุษย์ทุกคนเสมอภาคกัน ในบ้านเรามันง่ายมากที่จะละเว้นหลักการบางอย่างโดยการเติมคำว่า "แบบไทยๆ" ลงท้าย แต่ควรตระหนักไว้ว่านั่นไม่ใช่หลักการเป็นเพียงข้อยกเว้นเพื่อสร้างความชอบธรรมบางประการสำหรับคนบางกลุ่ม (เพื่อให้คนที่เหลือยอมรับ)
แล้วไทยเป็นประชาธิปไตยหรือไม่?
โดยความเห็นส่วนตัว สิ่งที่ทำให้คนไทยเข้าใจผิดว่าประเทศตัวเองเป็นประชาธิปไตยก็สังเกตได้ง่ายๆ จากการอ้างถึงเสียงข้างมากหรือผลการเลือกตั้ง เราลืมไปว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือในการสรรหาตัวแทนไว้ทำหน้าที่บางอย่างทางการเมือง ไม่ใช่ตัวแทนทางความคิดของปัจเจกบุคคล เพราะไม่มีมนุษย์คนใดคิดแทนคนอื่นได้ ถ้าเพียงแค่มีการเลือกตั้งแล้วทำให้สังคมเราเป็นประชาธิปไตยล่ะก็ พรรคนาซีของฮิตเลอร์ก็เป็นประชาธิปไตยตามมาตรฐานเสียงข้างมากเช่นกัน สิ่งสำคัญอยู่ที่การเคารพสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของปัจเจกบุคคลต่างหาก ผมเน้นคำว่า ปัจเจกบุคคล ซึ่งสำคัญกว่ารัฐ เพราะรัฐสมัยใหม่ (Modern State) ก็เป็นเพียงเครื่องมือแบบหนึ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อน เพื่อจัดการเรื่องต่างๆให้ปัจเจกบุคคลอยู่ร่วมกันได้ง่ายขึ้น (ถ้าทุกคนต้องการอยู่แบบตัวใครตัวมัน รัฐก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น)
เรื่องส่วนตัว (แต่อยากบอก)
Note 1 : ถึงจะเห็นด้วยในหลักการ แต่ผมไม่ใช่ผู้นิยมเสรีประชาธิปไตยโดยมีรัฐเป็นศูนย์กลาง เพราะรัฐมีแนวโน้มที่จะควบคุมความคิดของปัจเจกบุคคลเพื่อสร้างพลเมืองที่พึงปรารถนาสำหรับชนชั้นปกครอง มากกว่าจะเป็นพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพ แต่ผมจำเป็นต้องมีสถานะพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่งเพื่อให้มีตัวตนในทางกฎหมาย เพื่อให้ง่ายต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นที่ยอมรับอำนาจรัฐ ไม่ใช่เพราะเชื่อมั่นในรัฐใด นี่ไม่ใช่ความคิดที่แปลกพิสดาร ถ้าคุณเคยได้ยินชื่อ Henry David Thoreau
Note 2 : ไม่แน่ใจว่าบอกไปจะมีประโยชน์หรือไม่ แต่เท่าที่รู้ตัว ผมไม่คิดว่าตัวเองเป็นเกย์ เพราะไม่เคยรู้สึกอยากใช้ชีวิตร่วมกับผู้ชายที่ไม่ใช่ญาติไปจนตาย ;)