คุณคิดว่าตรรกะทุนนิยมแบบนี้เพี้ยนไหม?
ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกไม่เน้นคำว่า ความจำเป็น (necessity) แต่เน้นคำว่า ความหายาก (scarcity) ด้วยเหตุนี้ น้ำซึ่งจำเป็นต่อชีวิตจึงราคาถูกกว่าเพชรที่ไม่ต้องมีก็ไม่ตาย ตัวอย่างนี้อาจง่ายเกินไปที่จะบอกว่าตรรกะของกลไกราคาและตลาดเสรีนั้นบิดเบี้ยวตั้งแต่เริ่มต้น? (อาจเป็นปมด้อยส่วนตัว ผมเคยสอบตกวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เพราะเอาแต่ด่า Adam Smith แต่จะให้เรียนเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นอีกกี่ที ผมก็เต็มใจจะสอบตกเหมือนเดิม)
วิกฤติเศรษฐกิจทุกครั้งในยุคปัจจุบัน เกิดขึ้นเพราะเราคิดว่ากำไรเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่เมื่อขาดทุนก็โยนให้สังคมชดใช้แทน อย่าแปลกใจที่ผู้คนพากันรังเกียจนายธนาคาร ผลิตภัณฑ์ทางการเงินนั่นสร้างกำไรให้คนเพียงบางกลุ่มแต่โยนการขาดทุนให้ทุกคนในสังคม สถาบันการเงินจับเอาเศรษฐกิจ (ทั้งของรัฐและโลก) เป็นตัวประกัน แล้วรัฐก็ต้องใช้หนี้ให้ด้วยเงินภาษีประชาชน (ไทยคือประเทศแรกๆที่ทำแบบนั้นหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง แล้วทุกๆประเทศก็ทำแบบนั้น ไม่ใช่เพราะมันดีแต่มันทำอย่างอื่นไม่ได้)
คนทั่วไปถูกกีดกันออกจาก วิศวกรรมทางการเงิน เมื่ออ้างว่าเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่อย่างน้อยก็มีที่ให้เราเรียนรู้ศัพท์แสงและเทคนิคของพวกเขาได้ เราจะกล้าวิจารณ์ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินได้ เมื่อเราเรียนรู้ว่าตลาดทุนทำงานอย่างไร และผมก็ไม่ได้นึกสนุกอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน หรืออยู่ดีๆอยากวิจารณ์ expert ขึ้นมา ผมกระโดดเข้าไปเล่นในตลาดทุนด้วย และค้นพบว่าการเล่นกับเงินเป็นสิ่งน่าหลงใหล! แต่คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนโลภเพื่อที่จะเป็นคนรวย ผมอาจไร้เดียงสาที่เชื่อว่าคนอย่าง Andrew Carnegie มีอยู่จริง (The Gospel of Wealth) อย่างน้อยผมก็เชื่ออีกว่า Warren Buffet กับ Bill Gates ก็คิดแบบนั้น
ภาคการเงินกีดกันประชาธิปไตย?
ผมคิดว่าตลาดทุนปัจจุบันให้ความสำคัญกับจิตวิทยาฝูงชนมากกว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แม้แต่ธนาคารกลางยุโรป, สวิส หรือญี่ปุ่นก็เคยสู้กับนักเก็งกำไรด้วยคำขู่มากกว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจ และการเมืองก็ถูกแยกออกจากเศรษศาสตร์เพราะสถาบันการเงินและผู้เชี่ยวชาญทางการเงินภาคเอกชนมากกว่าจะเป็นเพราะบทบาทของ Econocrats ของรัฐ มันเป็นแดนสนทยาที่เราปล่อยให้คนเหล่านั้นทำหน้าที่กำหนดนโยบายสาธารณะ โดยที่พวกเราแทบไม่เคยมีส่วนรู้เห็น แต่ได้รับผลกระทบเรื่อยมา
Too-big-to-fail เพราะสถาบันการเงินใหญ่มาก จนเกิดข้อแม้ว่าถ้ารัฐปล่อยให้มันล้มเศรษฐกิจโดยรวมจะพังพินาศมากกว่าเอาภาษีส่วนรวมมาใช้หนี้ให้มัน สถาบันการเงินที่ทำกำไรจากการคาดการณ์และเก็งกำไรในตลาดทุนและการปล่อยกู้จึงเหมือนจับเอาเศรษฐกิจของชาติหรือโลกมาเป็นตัวประกัน โดยที่ภาคการเมืองหรือสาธารณชนไม่มีสิทธิเข้าไปตรวจสอบก่อนที่มันจะสร้างปัญหาได้ ก็เพราะอ้างว่าเป็นการดำเนินธุรกิจของเอกชน (พื้นฐานวิธีคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยคือไม่เข้าไปยุ่งกับทรัพย์สินส่วนบุคคล) ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ใครๆก็รู้ว่าการดำเนินธุรกิจของมันมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโดยรวมระดับโลกอย่างมาก เพราะสถาบันการเงินใหญ่ๆล้วนดำเนินธุรกิจข้ามชาติ
อีกด้านที่ทำให้ภาคการเงินกีดกันการเมืองออกไปได้ก็โดยทำให้มันเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญไปซะ ทำให้มันเป็นเรื่องทางเทคนิคเข้าไว้ แบบการแพทย์ วิศวกรรม ฯลฯ หรือแม้แต่นักเศรษฐศาสตร์เองก็ยังถูกเตะออกมา เมื่อเจออาวุธประเภท Financial Analysis / Technic / Algorithm เพราะตลาดทุนมันขับเคลื่อนด้วยการสร้างข่าว สถิติ เส้นกราฟ การคาดการณ์ และการเก็งกำไรรายวัน มากกว่าจะมองพื้นฐานทางเศรษฐกิจระยะยาว สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทำคือสร้าง trend จากทฤษฎีของตัวเองเพื่อให้คนอื่นกระโดดตาม แล้วตัวเองก็เก็บกำไรเพื่อกระโดดออกมาก่อนที่คนอื่นจะรู้ตัว พอผู้คนรู้ตัวก็ตกใจแล้วแห่กระโดดออกมาพร้อมกัน ฟองสบู่ก็แตก และยังคงเป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า (ถ้าเคยดูหนังเรื่อง Wall Street คงนึกภาพออก นึกถึง Gorge Soros ก็ได้ เพราะเขาเป็นนักสร้าง trend ทางการเงิน)
โลกกำลังปล่อยให้เศรษฐกิจอยู่ในกำมือของสถาบันการเงินเอกชนและคนกลุ่มหนึ่งที่สร้างรายได้ให้ตัวเอง แต่พร้อมจะโยนหนี้สินให้สาธารณชนรับผิดชอบเมื่อพวกเขาล้มเหลว
คุณคิดว่าตรรกะทุนนิยมแบบนี้เพี้ยนไหม?