คุณเชื่อจริงๆหรือว่า … ?
คุณเชื่อจริงๆหรือว่ากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ทุกคนเป็นคนดี? ประวัติศาสตร์ทั่วโลกก็น่าจะบอกได้ว่ามีทั้งดีและไม่ดี เพราะพวกเขาเหล่านั้นก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา
เราอยู่กับความจริงที่เพิ่งสร้างขึ้น 50-60 ปีมานี้เอง คนไทยให้ความสำคัญกับความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์จนละเลยบทบาทของบุคคลสำคัญอื่นๆอีกมากมายในอดีต (และปัจจุบัน) ทั้งๆที่พวกเขาเหล่านั้นก็สร้างคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินไทยเช่นกัน ประวัติศาสตร์ฉบับทางการถูกเขียนขึ้นมาใหม่ แบบแผนปฏิบัติที่อ้างว่ามีมาแต่โบราณก็สร้างขึ้นมาใหม่ แล้วเราก็เชื่อว่ามันคือความจริงทั้งหมด เมื่อเชื่อเช่นนั้นคำถามเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพที่เกี่ยวโยงกับสถาบันกษัตริย์ก็กลายเป็นส่วนเกินในสังคม เราจึงเป็นพลเมืองที่พึงปรารถนาของรัฐไทย เพราะความรู้สึกนึกคิดของเราอยู่ในกรอบที่ผู้ปกครองขีดไว้ให้ ความสงบสุขที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้ความหวาดกลัว
คนที่เห็นต่างออกไปก็กลายเป็นส่วนเกินเช่นกัน (อย่าแปลกใจถ้ามีคนไล่ให้คุณไปอยู่ที่อื่นเพราะเขาเห็นคุณเป็นส่วนเกิน) โลกทัศน์ของผู้คนในสังคมจึงหยุดนิ่งอยู่กับที่ แล้วบอกกับตัวเองว่าเราพิเศษกว่าสังคมอื่นเพราะเรามีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์ทั้งปวง ในขณะที่สังคมอื่นมองว่าเราหลอกตัวเองด้วยตรรกะที่ตลก
หากต้องการให้สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการวิจารณ์ทั้งปวงก็คงต้องระบุให้เป็นศาสนาประจำชาติไปเลย เพราะศาสนาต้องการศรัทธามากกว่าเหตุผล อย่างน้อยศาสนาก็เปิดโอกาสให้เราเลือกนับถือหรือไม่ก็ได้ (แต่โปรดระลึกไว้ว่า แม้แต่ศาสดาทุกองค์ก็ไม่เคยอยู่เหนือการวิจารณ์) เมื่อเราบอกได้ว่าอะไรถูกหรือผิดโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด ถ้ามันไม่ใช่ศรัทธาก็คงเป็นอคติ บางครั้งก็เป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน (อย่าบอกว่ามันเป็น "สามัญสำนึก" เพราะผมไม่เชื่อว่ามันคือ "สิ่งสามัญ" ที่ทุกคนเชื่อและรู้สึกแบบเดียวกัน)
กฎหมายหมิ่นฯสำคัญต่ออนาคตมากกว่าปัจจุบัน คุณจะเก็บกฎหมายที่มีกระบวนการไต่สวนที่คลุมเครือและมีบทลงโทษที่เกินกว่าเหตุไว้หลอกหลอนผู้คนทำไม? หรือคุณแน่ใจว่าแผ่นดินหน้าจะมีพระราชาที่คุณรักเท่าหรือรักมากกว่าคนปัจจุบัน? มีสีเทาที่แตกต่างกันนับไม่ถ้วนอยู่ระหว่างสีขาวกับสีดำ แต่เรากลับสนใจแค่ขาวกับดำเพราะมันแยกแยะง่ายโดยไม่ต้องใช้ความคิด เราตาบอดสีเทา
เปิดทางเลือกสำหรับอนาคตไว้ให้ลูกหลานบ้าง สิทธิเสรีภาพมีผลต่อลมหายใจของทุกคน และการวิจารณ์ไม่ใช่การดูหมิ่น
ปล. เผื่อใครนึกไม่ออกว่าประวัติศาสตร์ไทยสร้างใหม่กันช่วงไหน ก็ลองร้องเพลง "พ.ศ. 2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ..." ดูนะครับ เพราะเมื่อ พ.ศ. 2504 สุกรกับหมาน้อยธรรมดาคงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ เมื่อรัฐไทยยุคสฤษดิ์พยายามทำให้ผู้คนยอมรับความคิดจากศูนย์กลางจนมีแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 และรื้อฟื้นแต่งเติมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ จนถึงทุกวันนี้เราก็เต็มใจที่จะไม่สงสัยอะไรเลย