Citizen != Netizen
รัฐชาติกำลังหวาดกลัวอินเตอร์เน็ต (ตัวอย่างที่ชัดเจนคือรัฐไทย) เหตุผลหนึ่งเพราะรัฐสมัยใหม่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อรวมศูนย์อำนาจในการสร้าง "พลเมือง" (Citizen) ที่พึ่งประสงค์ นั่นคือพลเมืองที่รัฐควบคุมได้ แต่อินเตอร์เน็ตช่วยให้ผู้คนเป็น "พลเน็ต" (Netizen) ได้หลายแห่งในเวลาเดียวกัน และไม่จำเป็นต้องระบุอัตลักษณ์ (Identity) แบบเดิมเหมือนบัตรประชาชน เราจึงได้เห็นกฎหมายของรัฐที่พยายามทำให้พลเน็ตสามารถระบุถึงได้แบบเดียวกันกับพลเมือง และการบล็อคเว็บไซต์คือการแสดงความหวาดกลัวแบบหนึ่งของรัฐชาติที่มีต่ออินเตอร์เน็ต ในฐานะที่จนปัญญาจะใช้วิธีการอื่นกับมัน!
รัฐสมัยใหม่ (Modern State) แบบที่เราเรียกว่า รัฐชาติ (Nation State) เกิดมาได้ไม่กี่ร้อยปี มันรวมศูนย์การจัดการผู้คนด้วยคำว่า "ชาติ" แต่ยึดอยู่กับถิ่นกำเนิดมากกว่าเชื้อสาย (อย่างน้อยก็หลังยุคชาตินิยม) ดังนั้นคนต่างเผ่าพันธุ์จึงกลายมาเป็นคนชาติเดียวกันในรัฐได้ และก็บ่อยครั้งที่หลายรัฐกีดกันความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วยคำว่าชาติ (อย่าแปลกใจที่สามจังหวัดชายแดนใต้ของไทยหรือที่อื่นๆในโลกจะไม่สงบสุข)
อินเตอร์เน็ตเกิดมาได้ไม่กี่สิบปี แต่มันเปิดโอกาสให้ผู้คนปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ได้ตามสถานะการณ์และความพอใจ เมื่อผู้คนต้องการอิสระในการระบุถึงอัตลักษณ์ของตัวเองโดยไม่ผ่านแบบแผนตายตัวของรัฐ อินเตอร์เน็ตจึงถูกมองเป็นศัตรูของรัฐชาติไป แม้รัฐทั่วโลกจะผนวกเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตให้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการของรัฐด้วย เหมือนสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างหนึ่ง (ยกเว้นรัฐไทยที่ปล่อยให้บางองค์กรผูกขาดสัมปทานโทรคมนาคม จนเราไม่ได้รับบริการด้านการสื่อสารเท่าเทียมกับรัฐอื่น ไม่นับรวมกฎหมายที่ควบคุมการใช้งานมันอย่างน่ารำคาญ และไม่นับรวมคลื่นความถี่สาธารณะมากมายที่กองทัพเอาไว้ให้เอกชนเช่า โดยไม่มีใครกล้าทวงถามเพราะอ้างความมั่นคง) แต่รัฐไม่ยอมให้พลเมืองกลายเป็นพลเน็ตง่ายๆแน่ เพราะถ้าผู้คนไม่จำเป็นต้องผูกติดกับความเป็นพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่ง ทุกรัฐในโลกก็มีอำนาจในการควบคุมผู้คนของตัวเองได้น้อยลง ดังนั้นสำหรับรัฐโดยทั่วไปแล้ว Citizen != Netizen ต้องเป็นจริงเสมอ
รัฐไม่ใช่ตัวบุคคล ไม่ใช่ดินแดน ไม่ใช่แม้แต่องค์กร เป็นปรัชญาก็ไม่ใช่ เป็นแนวคิดก็ไม่เชิง (มันคืออะไรผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน) แต่มันมีอยู่จริงและกลไกของอำนาจรัฐก็ทำงานคล้ายอินเตอร์เน็ตมากๆ มันสร้างอำนาจผ่านทางเครือข่ายของเครื่องมือบริหารจัดการผู้คนของสถาบันต่างๆ ภายในรัฐ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (หรือแม้แต่รสนิยมส่วนบุคคล) และอย่าแปลกใจ (อีกครั้ง) ที่เรารู้ประวัติศาสตร์ของสามัญชนไทยน้อยมาก เพราะเราเรียนประวัติศาสตร์ฉบับผูกขาดทางการโดยรัฐไทย ผ่านเครือข่ายสถาบันการศึกษาของรัฐไทย ประวัติศาสตร์ไทยจึงไม่มีปู่ย่าตายายของเราเป็นวีรบุรุษและวีรสตรีอยู่ในนั้น (ยกเว้นคุณจะมีเชื้อเจ้าหรือขุนนาง) เราจึงเทิดทูลสถาบันกษัตริย์และประวัติศาตร์ราชวงศ์เป็นประวัติศาสตร์ชาติไทย เพราะไม่มีประวัติศาสตร์ฉบับอื่นให้เราเลือกภูมิใจ (ขออภัยหากทำให้คุณระคายหัวใจ แค่ตั้งใจจะยกตัวอย่างที่เห็นชัด)
คำแนะนำบางประการสำหรับรัฐไทย เพื่อประสิทธิภาพอันยิ่งยวดในการควบคุมพลเมืองอย่างเฉียบขาด!
ถ้าผมเป็นผู้นำเผด็จการที่ต้องการควบคุมผู้คนในรัฐยุคต่อไปอย่างเด็ดขาด ผมจะสร้างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายฟรีทั่วประเทศ และแจก IP Address ประจำตัวพลเมืองตลอดชีพแทนเลขบัตรประชาชน พร้อม Mobile Web Server ให้เก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่ sync กับ Cloud Server ของรัฐโดยอัตโนมัติ, ฝัง Built-in GPS ไว้ใต้ผิวหนังตั้งแต่แรกเกิด เพื่อระบุพิกัดตลอดเวลา และมี Name Server ประจำตระกูล เพื่อระบุตัวตนและวงศาคณาญาติของพลเมืองของผมให้ได้อย่างแม่นยำแทนทะเบียนบ้าน ผมจะยุบกระทรวงมหาดไทย แต่จะใช้ Cloud Server คอยสอดส่องประชาชนของผม โดยดึง log files ออกมาจับผิดผู้คน กระทรวงอินเตอร์เน็ตของผมจะไม่ทำเรื่องไร้สาระหยุมหยิมน่ารำคาญอย่างการบล็อคเว็บไซต์ แต่ถ้าใครทำผิดกฎหมาย(ของผม) ผมจะบล็อก IP ประจำตัว แล้ว redirect ข้อความไปประจานหน้าเว็บไซต์ประจำตระกูลด้วย น่าจะปิดหูปิดตาพลเมืองได้มิดแล้ว (และผมจะยุบกองทัพทิ้งไปด้วย เพราะมันเปลืองงบประมาณและกำลังคนมหาศาล ปั้น Hackers เจ๋งๆ คอยล้วงความลับรัฐอื่นไว้แบล็คเมลหรือขายให้อีกรัฐดีกว่า คงไม่มีใครอยากยุ่งกับเรา สงครามคือความไร้สาระอันดับหนึ่งของโลกสำหรับผู้นำเผด็จการอย่างผม)
โชคดีที่ผู้มีอำนาจในรัฐไทยไม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลแบบผม (เพ้อเจ้อและประชดประชัน แต่คงหลงตัวเองไม่แพ้กัน) ไม่อย่างนั้นพวกเราอาจไม่มีสิทธิบ่นอะไรเลย เหมือนกับที่ผมกำลังบ่นอยู่ตอนนี้
เราอาจจะยังไม่มีอำนาจพอที่จะเขียนอดีตแบบใหม่สำหรับพลเมืองแบบเดิม คนไทยยังไม่ได้สิทธิเป็นพลเมืองของรัฐแบบเต็มที่เลยด้วยซ้ำ เรายังเป็นได้แค่ราษฎรตาดำๆ ห้ามโวย ห้ามเถียง เขาบอกให้ไปเลือกตั้งก็ต้องไปเลือก ทั้งๆที่ไม่มีใครที่เราอยากให้เป็นตัวแทน เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่สิทธิอีกต่อไป แต่เป็นหน้าที่พลเมืองที่รัฐธรรมนูญบังคับไว้ คนไทยจะได้สิทธิทางการเมืองก็ต่อเมื่อไปเลือกตั้ง และผมสละสิทธิเหล่านั้นเสมอมา เพราะผมไม่ต้องการทำหน้าที่เลือกใครที่คอยอ้างว่าเป็นตัวแทนของผม (คุณคิดถูกแล้วถ้าจะบอกว่า ผมไม่สมควรเป็นพลเมืองไทย) แต่เราก็น่าจะมีสิทธิที่จะกำหนดอนาคตของตัวเองได้ว่าอยากเป็นพลเน็ตแบบไหนนะ เพราะเทคโนโลยีหลายๆอย่างตอนนี้ทำให้เราพึ่งพิงรัฐน้อยลง คุณไม่จำเป็นต้องรู้บางเรื่องในแบบที่คนอื่นรู้ คุณไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องที่คนอื่นสนใจ ขอแค่คุณมีสิทธิเข้าถึงสิ่งที่คุณสนใจก็พอ (อย่าลืมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากสิ่งที่คุณรู้ด้วยล่ะ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อเหมือนใคร)
แทบทุกวันผมเดินทางไปทำงานวันละหลายหมื่นกิโลเมตร ให้ใครก็ได้บนโลกใบนี้ โดยไม่ต้องทำพาสปอร์ตหรือขอวีซ่าจากรัฐไหน ขอแค่มีอินเตอร์เน็ตก็พอ เซิร์ฟเวอร์ที่ผมทำงานด้วยมันคอยเช็ค identity และ permissions จนน่ารำคาญพออยู่แล้ว ผมจึงไม่อยากให้รัฐใดเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตผมมากกว่านี้อีก ผมและผู้คนอีกมากมายคิดเองได้ แต่ถ้าเป้าหมายของรัฐไทยคือการทำให้ผู้คนไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่าสิ่งที่รัฐอยากให้คิด ผมขอเป็น anarchist ละกัน! (สำหรับคนที่สนใจจับผิดอยู่เรื่องเดียว anarchist คือพวกไม่เอารัฐ ไม่ใช่ anti-monarchist พวกไม่เอากษัตริย์ อย่าโยงทุกเรื่องให้เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะมุขเดิมมันน่าเบื่อ ไม่มีเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่ผมจะใส่ใจให้ร้ายหรือปกป้องเป็นพิเศษ มันไม่ได้สำคัญสำหรับชีวิตผมขนาดนั้น)
หมายเหตุ (เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง แต่คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อ) : หลายปีก่อน ผมเคยเรียนรัฐศาสตร์ ทำงานวิจัยการเมือง และเป็นนักข่าวการเมือง เลยพอรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับรัฐ ชาติ และสถาบันการเมือง ตอนนี้ผมหันมาทำงานส่วนใหญ่เกี่ยวกับเว็บและการพัฒนาเว็บไซต์ ก็เลยพอรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต และจู่ๆ ก็อยากตั้งข้อสังเกตบางประการจากมุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับรัฐชาติและอินเตอร์เน็ตขึ้นมา จึงเขียนทิ้งไว้ (คุณไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย แต่โปรดรู้ไว้ว่าผมชอบใช้วงเล็บ (ฟุ่มเฟือย):)